สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าสำหรับธุรกิจรถยูสคาร์เพื่อคุณ
25 ก.ค. 2026

ทริคดูรถมือสองฉบับมือโปร! เช็กยังไงไม่ให้โดนย้อมแมว

ใครกำลังเล็งรถมือสอง เซฟโพสต์นี้เก็บไว้เป็นเช็กลิสต์ตอนไปดูรถหน้างานได้เลยครับ รับรองว่าช่วยกรองรถสภาพนางฟ้า ไม่โดนหลอกแน่นอน!
🌊 1. วิธีจับผิด “รถเคยจมน้ำ”
  • ดมกลิ่น: สังเกตกลิ่นอับ กลิ่นเน่า หรือกลิ่นน้ำยาซักฟอกรุนแรงผิดปกติที่ร้านอาจใช้ซักพรมเพื่อกลบกลิ่น
  • ดูสนิมและคราบโคลน: ก้มดูนอตใต้เบาะ ใต้ท้องรถ หรือล้วงตามซอกหลืบว่ามีคราบดินโคลนฝังลึก หรือมีสนิมมากผิดปกติหรือไม่
  • พรมและวัสดุซับเสียง: ลองเปิดพรมดูวัสดุซับเสียง หากเคยโดนน้ำมาวัสดุจะเปื่อยยุ่ย เป็นสีคล้ำ หรือมีคราบกาวหลุดร่อนเยิ้ม
  • ระบบไฟฟ้า: ลองสตาร์ตแล้วเทสต์ระบบไฟทั้งหมด ถ้าระบบรวนหรือทำงานเอง อาจเกิดจากน้ำเข้าจนลัดวงจร
💥 2. วิธีจับผิด “รถเคยชนหนัก”
  • รอยหัวนอต: นอตยึดฝากระโปรง แก้มข้าง หรือคานหน้า ต้อง “ไม่มีรอยประแจขัน รอยถลอก หรือรอยแต้มสีใหม่”
  • รอยอาร์ค (Spot Welds): ดึงยางขอบประตูออกดู รอยอาร์คจากโรงงานต้องเป็น “เม็ดกลมๆ” เรียงสม่ำเสมอตลอดแนว ถ้าหายไปหรือบิดเบี้ยวแปลว่าเคยถูกเคาะซ่อมหรือตัดต่อ
  • รอยซิลิโคนเดิม: ใช้เล็บจิกซิลิโคนตามซอกประตูหรือฝากระโปรง ของแท้จากโรงงานต้องจิกแล้วรู้สึกแข็ง มีความยืดหยุ่น ถ้าซ่อมมาใหม่จะนิ่มยวบเหมือนมีฟองอากาศ
  • เคาะฟังเสียงและดูสี: เคาะตัวถังต้องดังเสียงโปร่ง ถ้าเสียงทึบและแน่นแปลว่าพอกสีมาหนา และส่องไฟเฉียงๆ ต้องไม่เห็น “คลื่นสี”
⏱️ 3. วิธีจับผิด “รถกรอเลขไมล์”
  • เช็กความสอดคล้อง: ถ้ารถเลขไมล์น้อยนิดเดียว แต่ชิ้นส่วนที่ต้องสัมผัสบ่อยๆ เช่น พวงมาลัย แป้นเบรก หัวเกียร์ หรือเบาะนั่ง กลับมีรอยสึกหรอมาก ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลย
  • เช็กประวัติศูนย์: ดูสมุดคู่มือเช็กระยะว่ามีการเข้าศูนย์สม่ำเสมอไหม หรือวิธีที่ชัวร์ที่สุดคือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเช็กประวัติการปรับแต่งเลขไมล์ที่แท้จริง
📘 4. วิธีเช็ก “เล่มทะเบียนรถ” (จุดชี้ชะตา!)
  • หน้า 4 (ผู้ถือกรรมสิทธิ์): เช็กว่ารถผ่านมากี่มือ (ถ้ามือแรกเป็นชื่อสถาบันการเงิน/ไฟแนนซ์ แล้วโอนมาเป็นชื่อบุคคลลำดับที่ 2 ในทางปฏิบัติจะถือว่าเป็นรถมือเดียว)
  • หน้า 18 (รายการบันทึกเจ้าหน้าที่): สำคัญที่สุด! ต้องดูว่าเคยมีประวัติเปลี่ยนสี เปลี่ยนเครื่องยนต์ ติดแก๊ส หรือมีการ “แจ้งจอด” หรือไม่ (รถแจ้งจอดอาจหมายถึงรถที่ชนหนักจนต้องจอดซ่อมนาน) รวมถึงระวังเล่มที่ระบุว่า “ออกแทนเล่มสูญหาย”
💡 ข้อแนะนำเพิ่มเติม: หากตรวจดูแล้วพบความผิดปกติหลายจุด หรือไม่มั่นใจ ควรจ้างช่างผู้เชี่ยวชาญไปช่วยประเมินสภาพรถและโครงสร้างแชสซีก่อนตัดสินใจโอนเงินครับ จะได้รถที่คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด 🛠️🔍
#รถมือสอง #ดูรถมือสอง #รถย้อมแมว #เช็กรถมือสอง #ความรู้เรื่องรถ #เต็นท์รถมือสอง
02 พ.ค. 2026

การเปรียบเทียบความคุ้มค่าในระยะยาวระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV), รถยนต์ไฮบริด (HEV/PHEV) และรถยนต์สันดาป (ICE)


การเปรียบเทียบความคุ้มค่าในระยะยาวระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV), รถยนต์ไฮบริด (HEV/PHEV) และรถยนต์สันดาป (ICE) สามารถพิจารณาได้จากต้นทุนการถือครองตลอดอายุการใช้งาน (ประมาณ 10 ปี) ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าพลังงาน ค่าซ่อมบำรุง ค่าประกันภัย และค่าเสื่อมราคา โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ:
1. ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน 10 ปี จากการประเมินต้นทุนการถือครองรถยนต์นั่งตลอด 10 ปี พบว่า รถ BEV เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาวได้ดีที่สุด รองลงมาคือรถไฮบริด และรถสันดาปมีต้นทุนสูงที่สุด
โดยมีตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมโดยประมาณดังนี้:
รถ BEV: มีภาระค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุด ประมาณ 386,166 บาท
รถไฮบริด: มีภาระค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 426,868 บาท
รถสันดาป (ICE): มีภาระค่าใช้จ่ายรวมสูงที่สุด ประมาณ 456,976 บาท
2. ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
รถ BEV: ก่อให้เกิดรายจ่ายจากการชาร์จไฟต่ำที่สุดเพียงประมาณ 62 บาท/วัน หรือราว 2.3 หมื่นบาท/ปี
รถไฮบริด (HEV): เป็นตัวเลือกที่ประหยัดพลังงานได้ดีที่สุดในกลุ่มที่ยังใช้น้ำมัน โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 108 บาท/วัน หรือ 4 หมื่นบาท/ปี
รถสันดาป: มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูงกว่ารถ BEV กว่าเท่าตัว โดยเฉลี่ยประมาณ 126-139 บาท/วัน หรือ 4.6-5.1 หมื่นบาท/ปี
3. ค่าซ่อมบำรุงรักษา
รถ BEV: มีค่าใช้จ่ายในการเช็กระยะต่ำที่สุด (ประมาณ 8,500 บาท สำหรับระยะทาง 1 แสนกิโลเมตร) เนื่องจากมีชิ้นส่วนประกอบหลักเพียง 7 ชิ้น
รถสันดาปและรถไฮบริด: มีค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาใกล้เคียงกันที่ประมาณ 2.7 หมื่นบาท (สำหรับ 1 แสนกิโลเมตร)
ข้อควรระวัง (ต้นทุนแฝง): สำหรับรถ BEV ในระยะยาวอาจมีข้อกังวลสำคัญคือ ค่าเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ (SOH – State of Health) หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักแสนบาท
ซึ่งสำหรับผู้ซื้อรถในยุคเปลี่ยนผ่าน รถสันดาปยังถือเป็นทางเลือกที่ซ่อมบำรุงคาดเดาได้ง่าย อะไหล่หาง่าย และไม่ต้องกังวลภาระค่าแบตเตอรี่
4. ค่าเบี้ยประกันภัย
รถ BEV: ปัจจุบันเบี้ยประกันชั้น 1 แพงกว่ารถสันดาปและไฮบริดกว่าเท่าตัว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 31,221 บาท/คัน/ปี
เนื่องจากราคาอะไหล่สูง อู่ซ่อมมีน้อย และความรุนแรงจากอุบัติเหตุที่มากกว่าด้วยน้ำหนักตัวรถ
รถสันดาปและรถไฮบริด: ค่าเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 17,600 – 17,700 บาท/คัน/ปี ซึ่งถูกกว่ามาก
5. ค่าเสื่อมราคาและมูลค่าขายต่อ (Depreciation)
รถ BEV และรถไฮบริด: มูลค่าคงเหลือมีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว โดยอาจเสื่อมค่าลงมากถึงเกือบ 50% หลังจากใช้งานไปเพียง 1 ปี
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามราคาที่ค่ายรถปรับลดราคารถใหม่ลงอย่างต่อเนื่อง
รถสันดาป: สามารถรักษามูลค่าในปีแรกไว้ได้ดีกว่าที่ระดับ 67% ของราคารถใหม่
ทำให้ราคาขายต่อแข็งแกร่งและปลอดภัยต่อเงินในกระเป๋ามากกว่าหากต้องการขายต่อ
สรุปความคุ้มค่าในแต่ละช่วงเวลา:
ระยะสั้น (1-3 ปีแรก): การถือครองรถ BEV จะมีต้นทุนสูงที่สุด เนื่องจากภาระเบี้ยประกันและค่าเสื่อมราคาที่ตกหนัก
ในขณะที่ รถไฮบริด จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดในระยะสั้น เพราะต้นทุนการใช้งานเฉลี่ยในช่วง 1-2 ปีแรกต่ำที่สุด
ระยะยาว (ปีที่ 7 ขึ้นไป): รถ BEV จะกลับมาเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดอย่างแท้จริง เพราะความประหยัดจากค่าชาร์จไฟและค่าเช็กระยะ จะทยอยหักล้างชดเชยกับค่าเบี้ยประกันที่แพงกว่าได้จนหมด
ดังนั้น หากคุณวางแผนใช้งานรถยาวนานระดับ 10 ปีขึ้นไป การเลือก BEV จะช่วยให้ประหยัดเงินได้สูงสุด แต่หากคุณต้องการความอุ่นใจในเรื่องราคาขายต่อ เบี้ยประกัน และความสะดวกในการซ่อมบำรุง รถไฮบริด หรือ รถสันดาป ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในยุคนี้ครับ
24 ม.ค. 2026

ภาพรวมของตลาดรถยนต์มือสองในปี 2569 (2026)

ภาพรวมของตลาดรถยนต์มือสองในปี 2569 (2026) มีแนวโน้ม “ฟื้นตัวแต่มีความผันผวนสูง” ครับ โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับโครงสร้างราคาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ป้ายแดง และความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อ
นี่คือสรุปข้อมูลสำคัญและเทรนด์ที่คุณควรรู้ครับ:
1. ภาพรวม: ตลาดโตขึ้นแต่ผู้ซื้อ “ระมัดระวัง”
ความต้องการสูงขึ้น: ผู้บริโภคหันมามองรถมือสองมากขึ้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ทำให้ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย (Cost-conscious) และราคารถป้ายแดงบางรุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้น
สินเชื่อเข้มงวด: สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยกู้ (โดยเฉพาะรถที่อายุเกิน 10 ปี หรือกลุ่มกระบะ) ทำให้ตลาดกลุ่มนี้บีบให้ผู้ซื้อต้องซื้อด้วย “เงินสด” มากขึ้น หรือผู้ขายต้องลดราคาลงเพื่อจูงใจ
2. เทรนด์เจาะรายกลุ่มรถยนต์ (Segment)
รถเก๋งเล็ก / Eco Car (B-Segment):
แนวโน้ม: เป็นที่ต้องการสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber หรือนักศึกษาที่ต้องการรถคันแรก
ช่วงเวลา: ตลาดคึกคักที่สุดช่วง มกราคม – มีนาคม (หลังโบนัสออกและก่อนเปิดเทอม)
รุ่นฮิต: Toyota Yaris, Honda City, Honda Civic ยังคงเป็นกลุ่มที่มีสภาพคล่องสูง
รถครอบครัว / SUV / PPV:
แนวโน้ม: ความต้องการจะไต่ระดับขึ้นในช่วง กุมภาพันธ์ – มีนาคม เพื่อรองรับการเดินทางไกลช่วงสงกรานต์
จุดเด่น: รถ 7 ที่นั่งหรือรถยกสูงยังเป็นที่นิยมสำหรับครอบครัวใหญ่ แต่ผู้ซื้อจะเปรียบเทียบราคากับรถ EV จีนป้ายแดงที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างหนัก
รถกระบะ (Pickup):
แนวโน้ม: “น่าห่วง” ยอดขายรถกระบะ (ทั้งใหม่และเก่า) ชะลอตัวต่ำสุดในรอบหลายปี เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้งานหลัก (SME/เกษตรกร) มีกำลังซื้อลดลงและหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ไฟแนนซ์ปล่อยกู้ยากที่สุด
3. ปัจจัยเสี่ยงและตัวแปรสำคัญในปี 2569
สงครามราคา EV (EV Price War):
เมื่อรถ EV ป้ายแดงลดราคาถล่มทลาย (บางรุ่นลดหลักแสน) จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคารถมือสอง (ทั้งรถน้ำมันและ EV มือสอง) ให้ต้องปรับราคาลงตามทันทีเพื่อรักษาช่องว่างราคาให้จูงใจผู้ซื้อ
คำแนะนำ: หากคุณเล็งรถรุ่นที่มีคู่แข่งเป็น EV (เช่น C-Segment SUV) ให้เช็คราคาป้ายแดง ณ ปัจจุบันให้ดีก่อนตัดสินใจ
รถ EV มือสอง:
เริ่มมีรถ EV ไหลเข้าสู่ตลาดมือสองมากขึ้น แต่ราคาจะผันผวนสูงมาก ผู้ซื้อจะกังวลเรื่อง “ประกันแบตเตอรี่” และ “สุขภาพแบตเตอรี่” เป็นปัจจัยอันดับ 1 ในการต่อรองราคา
Digital & Online:
การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการประเมินสภาพรถผ่าน AI จะมีบทบาทมากขึ้น ช่วยให้เช็คราคากลางได้แม่นยำขึ้น ลดโอกาสถูกย้อมแมว
4. สรุปคำแนะนำสำหรับปี 2569
สำหรับผู้ซื้อ: ปีนี้เป็นปีของผู้ซื้อที่มี “เงินสด” หรือเครดิตดี คุณจะมีอำนาจต่อรองสูงมาก โดยเฉพาะรถที่อายุเกิน 7-10 ปีที่จัดไฟแนนซ์ยาก
สำหรับผู้ขาย: หากต้องการขายรถเก๋ง ให้รีบขายในช่วงต้นปี (ก่อนงาน Motor Show ปลายเดือนมีนาคม) เพราะเมื่อมีรถรุ่นใหม่เปิดตัว ราคารถเก่าจะถูกกดลงอีกครับ
31 พ.ค. 2025

ภาพรวมตลาดรถยนต์มือสอง ม.ค.–พ.ค. 2568

  1. อุปสงค์ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิดเล็กน้อย (+4–6% YoY) เพราะนักท่องเที่ยวและขนส่งภายในประเทศฟื้นตัว รถปิกอัปและ PPV มือสองขายเร็วสุด (เทิร์นโอเวอร์เฉลี่ย 32 วัน)

  2. ราคาขายเฉลี่ยขยับขึ้นราว 2–3% จากปลาย 2567 แต่เริ่มนิ่งตั้งแต่เมษายน เนื่องจากสต็อกใหม่ไหลกลับสู่ตลาดหลังโรงงานประกอบรถใหม่แก้ปัญหาชิปขาด

  3. ด้านการเงิน สถาบันปล่อยสินเชื่อเข้มขึ้น (LTV 80–85%, เช็กเครดิตเข้ม) ทำให้ดีลรถเกิน 8 แสนชะลอ แต่รถระดับ 2–5 แสนยังหมุนได้ดี

  4. กลุ่มรถอีโคคาร์อายุ 6–8 ปี และรถซีดานขนาดกลางราคาเริ่มปรับลงเล็กน้อย เพราะผู้ซื้อเริ่มเทใจไป EV ป้ายแดงที่ลดราคาแรงในไตรมาส 1

  5. ตลาด EV มือสองยังเล็ก (≈2% ยอดซื้อขายทั้งหมด) แต่โตเร็วกว่า 100% YoY โดยรุ่นยอดนิยมคือรถจีนซับคอมแพ็กต์และ Tesla Model 3 อายุ 3 ปีลงมา

ปัจจัยที่ต้องจับตา
• ค่าบาทอ่อนและภาษีนำเข้ารถจีน ทำให้ราคา EV นำเข้าอาจผันผวนไตรมาส 3
• ธปท.ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยครึ่งหลังปี หากเกิดจริงจะหนุนกำลังซื้อสินเชื่อรถมือสอง
• กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคปรับใหม่ กำหนดเต็นท์ต้องแสดงประวัติซ่อม อุบัติเหตุ และเลขไมล์ย้อนหลัง—ใครทำไม่ทันเสี่ยงโดนปรับตั้งแต่ก.ค.เป็นต้นไป
• ฤดูฝน (ก.ค.–ต.ค.) เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำในภาคกลาง / อีสาน ทำให้คนระวังรถน้ำท่วมมากขึ้น เต็นท์ที่มีบริการรับประกันอาจได้เปรียบ

แนวโน้ม มิ.ย.–ธ.ค. 2568
• ราคาภาพรวมคาดทรงตัวหรือลดลง 3–5% โดยเฉพาะรถอายุ 7–10 ปีที่กินน้ำมันมาก
• สต็อกในตลาดออนไลน์ (Kaidee Auto, Fastwork, Marketplace แบรนด์) จะขยายอีก 15–20% ทำให้การแข่งขันด้านราคาเข้มข้น
• รถปิกอัป 4 ประตูและ PPV ยังรักษามูลค่าเพราะธุรกิจท่องเที่ยวและขนส่งฟื้น
• EV มือสองสภาพดี (อายุ < 4 ปี, แบตฯ เหลือ ≥ 80%) จะเริ่มถูกมองเป็น “สินทรัพย์ร้อน” ปล่อยเปลี่ยนมือเร็ว ภาคเหนือ/อีสานเน้นรุ่นที่รองรับหัวชาร์จ DC
• คอนเทนต์รีวิวสภาพจริงและใบรับประกันแบตฯ จะกลายเป็นตัวตัดสินใจหลักของผู้ซื้อออนไลน์

คำแนะนำสำหรับเริ่มธุรกิจรถมือสอง

  1. เลือกเซ็กเมนต์ชัด – ถ้างบจำกัดให้เริ่มที่รถยอดนิยม 2–5 แสน (City, Yaris, Vios, D-Max 4 x 2) หมุนทุนไว ความเสี่ยงราคาตกต่ำ

  2. แหล่งรถ: ประมูลสถาบันการเงิน, รถคืนสัญญาเช่า, รถเทิร์นอินดีลเลอร์ EV ป้ายแดง—ต่อรองได้เพราะดีลเลอร์ไม่อยากกองสต็อก ICE เก่า

  3. สร้างจุดขายโปร่งใส – ตรวจสภาพ 175 จุด, สแกน ECU, รายงานเลขไมล์, เอกสารชน/น้ำท่วม, รับประกันเกียร์–เครื่อง 6 เดือนขึ้นไป

  4. ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง: ยิงแอด Facebook/Line เน้นรีวิววิดีโอ 60 วินาที, ไลฟ์สดพาชมรถทุกเสาร์, ใช้ SEO คีย์ “รถบ้านผ่อนสบาย”, “EV มือสองแบตเหลือ 80%”

  5. ระบบไฟแนนซ์ – จับมือธนาคารที่อนุมัติเร็ว เปิดช่อง Pre-approval ออนไลน์ ลดขั้นตอนหน้าล็อต

  6. เงินทุนหมุนเวียน: ตุนสภาพคล่องขั้นต่ำเท่าราคา 8–12 คัน เผื่อสต็อกหมุนช้าในฤดูฝน

  7. พิจารณารูปแบบ “คอนไซน์” (ฝากขาย) และ “ซื้อขาด” ควบคู่ เพื่อกระจายความเสี่ยงต้นทุน

  8. เตรียมปรับตัวสู่ EV – อบรมช่างตรวจแบตฯ, ทำสัญญารับประกัน SoH, ทำคอนเทนต์ให้ความรู้ผู้ซื้อ

สรุปสั้น: ครึ่งแรกของปี 2568 ตลาดรถมือสองยังเติบโตแต่เริ่มอิ่มตัว ราคามีแนวโน้มทรงตัวถึงอ่อนลงเล็กน้อยในช่วงที่เหลือ การทำธุรกิจใหม่ควรเน้นโปร่งใส + ออนไลน์ + บริการหลังขายดี และจับตาโอกาสในรถ EV มือสองที่จะโตต่อเนื่อง

20 ก.ค. 2021
use car 200721

เกียร์ S คืออะไร ใช้ตอนไหนดี

เกียร์เป็นอุปกรณ์หลักที่ช่วยควบคุมการขับขี่ ซึ่งเกียร์แต่ละโหมดใช้งานแตกต่างกันเกียร์ S คืออะไร ใช้ตอนไหนดี


เกียร์ S คืออะไร ใช้ตอนไหนดี
รถจะมีเกียร์อยู่ 2 ประเภทคือ เกียร์ธรรมดากับเกียร์อัตโนมัติ แต่ในเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์หลายรุ่นจะมีตำแหน่ง S มาให้ด้วย เกียร์ S ย่อมาจากคำว่า Sport ตำแหน่งเกียร์ S จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ช้าลงจึงทำให้สามารถลากรอบเครื่องยนต์ได้ ทำให้รถมีกำลังมากขึ้น เหมาะสำหรับการขับขี่ขึ้นเขาหรือตอนขับเร่งแซง

จะใช้เกียร์ S ตอนไหนดี
เร่งแซง ใช้เกียร์ S คือตอนเร่งเครื่องแซง หรือขับขึ้นเนินเขาที่มีความสูงชัน เมื่อเปลี่ยนเกียร์ D เป็นเกียร์ S เครื่องยนต์จะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ มีทั้งแรงม้าและแรงบิดที่อยู่ในสถานะ “รอ” พร้อมใช้งาน เพียงแค่ตบคันเร่งเบาๆ ก็ขับรถต่อได้
ขึ้น–ลงทางลาดชัน หากมีป้ายบอกว่า “ทางลาดชัน กรุณาใช้เกียร์ต่ำ” นั่นหมายความว่า ควรเปลี่ยนมาใช้เกียร์ S ได้แล้ว แต่ถ้าทางลาดชันมากๆ การใช้เกียร์ S ก็อาจจะไม่เพียงพอ รถบางรุ่นจึงมีทั้งเกียร์ S และเพิ่มเกียร์ L มา เพื่อใช้สำหรับเวลาที่ต้องขับรถทางที่มีความชันมากๆ จึงจำป็นต้องใช้เครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงๆ
ลดภาระระบบเบรค ในเครื่องยนต์จะมี Engine Brake ที่สามารถช่วยลดภาระในการใช้เบรคเท้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็คือโหมด S ที่เป็นเกียร์ต่ำ อย่างเช่น กรณีที่ขับรถเกียร์ D ในความเร็วสูง แต่ต้องเบรค การเบรคเท้าอย่างเดียวจะทำให้สิ้นเปลืองผ้าเบรค โดยเฉพาะบนทางลาดชันการใช้เบรคเท้าอย่างเดียวจะสร้างภาระให้เบรคมากเกินจำเป็น จนอาจทำให้เกิดอาการเบรค Fade และเป็นอันตรายได้

คราวนี้คงทราบกันแล้วว่า การขับรถโดยใช้เกียร์ s ทำยังไง แต่การขับขี่ขึ้นลงทางชันควรต้องดูตามความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ด้วย เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

อ่านต่อ

ที่มา:Autospinn.com

10 ก.ค. 2021
use car 210710

MINI Cooper เครื่องยนต์ V8 ขับเคลื่อนล้อหลัง จากสำนักแต่ง Powerflex

MINI คันนี้เป็นโปรเจ็คของ Powerflex ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งระบบกันสะเทือนรถยนต์ของอังกฤษ ได้แนะนำ Vini, Powerflex V8 โดยนำ Mini มาใส่เครื่องยนต์ V8 ขับเคลื่อนล้อหลัง เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Goodwood Festival of Speed ปี 2021 โปรเจ็คนี้ใช้เวลาถึง 4 ปีจนสำเร็จ


Vini, The Powerflex V8 Mini Cooper

ขุมพลังของ Vini ใช้เครื่องยนต์ของ BMW S65 V8 ขนาด 4.0 ลิตร สร้างกำลังได้ถึง 414 แรงม้า ที่มีอยู่ใน F80 รุ่นที่ 3 อย่างที่คาดเอาไว้ การใส่เครื่องยนต์ในแนวยาวไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

เพื่อรองรับการปรับแต่งครั้งนี้ พื้นที่ใต้ท้องและแผงกั้นทั้งหมด มีการทำขึ้นใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้มากขึ้น เครื่องยนต์และเฟืองท้ายอยู่เฟรมของ Subaru Impreza STI ที่ได้รับการดัดแปลง ทั้งหมดติดตั้งและเชื่อมต่อกันด้วย Powerflex polyurethane ปรับแต่งด้วย McPherson struts ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษและมีความปลอดภัย

มากไปกว่านั้น การโมดิฟายด์ทั้งหมดนี้ประสบความสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังของ Mini Cooper เลย ห้องโดยสารก็ได้รับการตกแต่งใหม่เช่นเดียวกัน มีน้ำหนักของรถคันนี้อยู่ที่ 1,300 กิโลกรัม หลังจากเปลี่ยนเครื่องยนต์

อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น Powerflex ได้เข้าร่วมงานจัดแสดงในงาน 2021 Goodwood Festival of Speed จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 11 ก.ค. 2021

อ่านต่อ

ที่มา:Autospinn.com

05 ก.ค. 2021
new car 210807

5 ข้อเด่น กับ MG5 ที่เหนือคู่แข่ง

 ชั่วโมงนี้รถที่ร้อนแรงตามสภาพอากาศบ้านเรา และถูกพูดถึงมากที่สุด ต้อง MG5 แน่นอนครับ เรามาดูว่าทำไมคนถึงพูดถึงกันมากและจะมีดีอะไรบ้าง ราคามา 20 กรกฎาคม นี้


ALL NEW MG5
ก่อนอื่น MG5 แรกเริ่มเดิมทีเป็นรถที่อยู่ในกลุ่ม C-Segment เช่น Honda Civic, Toyota Corolla Altis, Mazda 3 และในรุ่นใหม่นี้ด้วยขนาดตัวถังก็ยังคงมีขนาดใหญ่เช่นเดียวกับกลุ่ม C-Segment แต่ด้วยตลาดรถในกลุ่ม C แข็งแกร่งมากทำให้ MG5 ถึงกับถอยทัพ แต่ในรุ่นใหม่นี้มีการปรับแผนจึงทำให้ MG5 สู้ด้วยออฟชั่นและราคาลงมาในกลุ่ม B-Segment เช่น Honda City, Honda Jazz, Toyota Vios , Mazda 2 ,Suzuki Ciaz  ซึ่งเป็นรถ กลุ่มEco Car เฟส 2 นั่นเอง ก็จะทำให้ MG5 จะเป็นรถที่อยู่ระหว่างกลาง ออฟชั่นและขนาด กลุ่ม C ราคากลุ่ม B

จึงไม่น่าแปลกที่หลายท่านให้ความสนใจกันมากเราจึงรวมจุดเด่นมาให้เห็นกันอีกครั้ง

 

อ่านต่อ

ที่มา:autospinn.com

29 มิ.ย. 2021
use car 290621

ดอกยางสึก ดูยังไง??

ยางรถยนต์เป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมากที่ไม่ควรมองข้าม หากเราใช้ยางรถยนต์มานาน ต้องหมั่นตรวจสอบและเช็คยางรถยนต์ว่า สภาพยางเป็นยังไง ดอกยางสึก ดูยังไง?? 


ดอกยางสึก ดูยังไง??
ถ้าสังเกตดอกยาง หรือลวดลายของยาง ที่มีรูปแบบหรือลายแตกต่างเพื่อประโยชน์ในการใช้งานของยางและลักษณะของผู้ขับขี่รถในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งยางแต่ละเส้นมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับขี่หรือการใช้งาน

วิธีสังเกตดอกยางสึกง่ายๆ คือการตรวจดูสภาพดอกยางเบื้องต้น
ให้มองหาสัญลักษณ์สามเหลี่ยมที่แก้มยาง (ผู้ผลิตบางราย อาจใช้สัญลักษณ์อื่นเล็กๆ)  และสังเกตตามแนวดอกยาง ที่สามเหลี่ยมชี้

สัญลักษณ์สามเหลี่ยมบนไหล่ยางจะบอกตำแหน่งของสะพานยางในร่องยาง หากดอกยางสึกหลอจนไปถึงเทียบเท่าสะพานยางแล้ว หมายความว่า ดอกยางถูกใช้งานไปแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีผลต่อระยะการเบรกเวลาที่ถนนเปียก ฉะนั้น หากดอกยางตื้นจนเกือบเสมอสัญลักษณ์ดังกล่าว แปลว่าได้เวลาเปลี่ยนยางเส้นใหม่แล้ว
เจ้าของรถควรตรวจเช็คสภาพรถและสภาพยางอย่างสม่ำเสมอ เช็คลมยางก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณเอง

อ่านต่อ

ที่มา:Autospinn.com

16 มิ.ย. 2021
new car 211606

SUZUKI XL7 กวาดยอดขายไตรมาสแรก ขึ้นแท่นผู้นำรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก

ซูซูกิ ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่รวมได้มากกว่า 4,117 คัน หลังเปิดตัว SUZUKI XL7 เจาะตลาดเซกเมนท์ใหม่ในไทย ชูความเป็นรถสปอร์ตครอสโอเวอร์ ขนาด 7 ที่นั่ง พร้อมกับความคุ้มค่า คุ้มราคา เดินหน้าสร้างประประสบการณ์ “THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร”


SUZUKI XL7 กวาดยอดขายไตรมาสแรก ขึ้นแท่นผู้นำรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการแนะนำ ALL NEW SUZUKI XL7, Multi-Dynamic Crossover ออกสู่ตลาดประเทศไทย นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของซูซูกิที่ผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด  SUZUKI XL7 ถูกออกแบบและพัฒนา ด้วยแนวคิด THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร

จุดเด่นสำคัญ คือ เป็นรถยนต์ครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง ที่สามารถใช้งานได้จริงในทุกพื้นที่โดยสาร ตัวรถถูกออกแบบให้มีความสูงขึ้นเพื่อให้สามารถเดินทางไปได้หลากหลายเส้นทางเหมาะกับสภาพถนนเมืองไทย ตอบโจทย์การขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมืองเป็นอย่างดี ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานเหนือระดับ ในราคาที่ผู้บริโภคตัดสินใจเป็นเจ้าของได้ง่าย

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน มูลค่าสูงสุด 85,000 บาท
ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท
ฟรี 5 ปีเต็ม ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง พร้อมอะไหล่สิ้นเปลือง เช่น แบตเตอรี่ ผ้าเบรค ใบปัดน้ำฝน (5 Years GWM Ultra Service Inclusive) เพิ่มความอุ่นใจในการใช้งาน การบำรุงดูแลรักษารถยนต์ และการเป็นเจ้าของรถในระยะยาว รวมมูลค่า 65,000 บาท
ฟรี 5 ปีเต็ม บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ( Roadside Assistance ) ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน GWM Application มูลค่า 10,000 บาท
บริการส่งมอบรถถึงบ้านทั่วประเทศ พร้อมน้ำมันเต็มถัง มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท
สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับหรือส่งรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการ จำนวน 4 ครั้ง มูลค่า 3,000 บาท
สิทธิ์ในการใช้รถบริการเคลื่อนที่ (GWM Mobile Service) จำนวน 2 ครั้ง มูลค่า 1,500 บาท
รับ GWM point 30,000 คะแนน เพื่อแลกของสมมนาคุณและบริการต่างๆ บน GWM Application
รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้ ULTRA DEAL Campaign กว่า 200,000 บาท

 

อ่านต่อ

ที่มา:autospinn.com