สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าสำหรับธุรกิจรถยูสคาร์เพื่อคุณ
02 พ.ค. 2026

การเปรียบเทียบความคุ้มค่าในระยะยาวระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV), รถยนต์ไฮบริด (HEV/PHEV) และรถยนต์สันดาป (ICE)


การเปรียบเทียบความคุ้มค่าในระยะยาวระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV), รถยนต์ไฮบริด (HEV/PHEV) และรถยนต์สันดาป (ICE) สามารถพิจารณาได้จากต้นทุนการถือครองตลอดอายุการใช้งาน (ประมาณ 10 ปี) ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าพลังงาน ค่าซ่อมบำรุง ค่าประกันภัย และค่าเสื่อมราคา โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ:
1. ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน 10 ปี จากการประเมินต้นทุนการถือครองรถยนต์นั่งตลอด 10 ปี พบว่า รถ BEV เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาวได้ดีที่สุด รองลงมาคือรถไฮบริด และรถสันดาปมีต้นทุนสูงที่สุด
โดยมีตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมโดยประมาณดังนี้:
รถ BEV: มีภาระค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุด ประมาณ 386,166 บาท
รถไฮบริด: มีภาระค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 426,868 บาท
รถสันดาป (ICE): มีภาระค่าใช้จ่ายรวมสูงที่สุด ประมาณ 456,976 บาท
2. ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
รถ BEV: ก่อให้เกิดรายจ่ายจากการชาร์จไฟต่ำที่สุดเพียงประมาณ 62 บาท/วัน หรือราว 2.3 หมื่นบาท/ปี
รถไฮบริด (HEV): เป็นตัวเลือกที่ประหยัดพลังงานได้ดีที่สุดในกลุ่มที่ยังใช้น้ำมัน โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 108 บาท/วัน หรือ 4 หมื่นบาท/ปี
รถสันดาป: มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูงกว่ารถ BEV กว่าเท่าตัว โดยเฉลี่ยประมาณ 126-139 บาท/วัน หรือ 4.6-5.1 หมื่นบาท/ปี
3. ค่าซ่อมบำรุงรักษา
รถ BEV: มีค่าใช้จ่ายในการเช็กระยะต่ำที่สุด (ประมาณ 8,500 บาท สำหรับระยะทาง 1 แสนกิโลเมตร) เนื่องจากมีชิ้นส่วนประกอบหลักเพียง 7 ชิ้น
รถสันดาปและรถไฮบริด: มีค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาใกล้เคียงกันที่ประมาณ 2.7 หมื่นบาท (สำหรับ 1 แสนกิโลเมตร)
ข้อควรระวัง (ต้นทุนแฝง): สำหรับรถ BEV ในระยะยาวอาจมีข้อกังวลสำคัญคือ ค่าเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ (SOH – State of Health) หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักแสนบาท
ซึ่งสำหรับผู้ซื้อรถในยุคเปลี่ยนผ่าน รถสันดาปยังถือเป็นทางเลือกที่ซ่อมบำรุงคาดเดาได้ง่าย อะไหล่หาง่าย และไม่ต้องกังวลภาระค่าแบตเตอรี่
4. ค่าเบี้ยประกันภัย
รถ BEV: ปัจจุบันเบี้ยประกันชั้น 1 แพงกว่ารถสันดาปและไฮบริดกว่าเท่าตัว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 31,221 บาท/คัน/ปี
เนื่องจากราคาอะไหล่สูง อู่ซ่อมมีน้อย และความรุนแรงจากอุบัติเหตุที่มากกว่าด้วยน้ำหนักตัวรถ
รถสันดาปและรถไฮบริด: ค่าเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 17,600 – 17,700 บาท/คัน/ปี ซึ่งถูกกว่ามาก
5. ค่าเสื่อมราคาและมูลค่าขายต่อ (Depreciation)
รถ BEV และรถไฮบริด: มูลค่าคงเหลือมีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว โดยอาจเสื่อมค่าลงมากถึงเกือบ 50% หลังจากใช้งานไปเพียง 1 ปี
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามราคาที่ค่ายรถปรับลดราคารถใหม่ลงอย่างต่อเนื่อง
รถสันดาป: สามารถรักษามูลค่าในปีแรกไว้ได้ดีกว่าที่ระดับ 67% ของราคารถใหม่
ทำให้ราคาขายต่อแข็งแกร่งและปลอดภัยต่อเงินในกระเป๋ามากกว่าหากต้องการขายต่อ
สรุปความคุ้มค่าในแต่ละช่วงเวลา:
ระยะสั้น (1-3 ปีแรก): การถือครองรถ BEV จะมีต้นทุนสูงที่สุด เนื่องจากภาระเบี้ยประกันและค่าเสื่อมราคาที่ตกหนัก
ในขณะที่ รถไฮบริด จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดในระยะสั้น เพราะต้นทุนการใช้งานเฉลี่ยในช่วง 1-2 ปีแรกต่ำที่สุด
ระยะยาว (ปีที่ 7 ขึ้นไป): รถ BEV จะกลับมาเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดอย่างแท้จริง เพราะความประหยัดจากค่าชาร์จไฟและค่าเช็กระยะ จะทยอยหักล้างชดเชยกับค่าเบี้ยประกันที่แพงกว่าได้จนหมด
ดังนั้น หากคุณวางแผนใช้งานรถยาวนานระดับ 10 ปีขึ้นไป การเลือก BEV จะช่วยให้ประหยัดเงินได้สูงสุด แต่หากคุณต้องการความอุ่นใจในเรื่องราคาขายต่อ เบี้ยประกัน และความสะดวกในการซ่อมบำรุง รถไฮบริด หรือ รถสันดาป ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในยุคนี้ครับ
24 ม.ค. 2026

ภาพรวมของตลาดรถยนต์มือสองในปี 2569 (2026)

ภาพรวมของตลาดรถยนต์มือสองในปี 2569 (2026) มีแนวโน้ม “ฟื้นตัวแต่มีความผันผวนสูง” ครับ โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับโครงสร้างราคาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ป้ายแดง และความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อ
นี่คือสรุปข้อมูลสำคัญและเทรนด์ที่คุณควรรู้ครับ:
1. ภาพรวม: ตลาดโตขึ้นแต่ผู้ซื้อ “ระมัดระวัง”
ความต้องการสูงขึ้น: ผู้บริโภคหันมามองรถมือสองมากขึ้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ทำให้ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย (Cost-conscious) และราคารถป้ายแดงบางรุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้น
สินเชื่อเข้มงวด: สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยกู้ (โดยเฉพาะรถที่อายุเกิน 10 ปี หรือกลุ่มกระบะ) ทำให้ตลาดกลุ่มนี้บีบให้ผู้ซื้อต้องซื้อด้วย “เงินสด” มากขึ้น หรือผู้ขายต้องลดราคาลงเพื่อจูงใจ
2. เทรนด์เจาะรายกลุ่มรถยนต์ (Segment)
รถเก๋งเล็ก / Eco Car (B-Segment):
แนวโน้ม: เป็นที่ต้องการสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber หรือนักศึกษาที่ต้องการรถคันแรก
ช่วงเวลา: ตลาดคึกคักที่สุดช่วง มกราคม – มีนาคม (หลังโบนัสออกและก่อนเปิดเทอม)
รุ่นฮิต: Toyota Yaris, Honda City, Honda Civic ยังคงเป็นกลุ่มที่มีสภาพคล่องสูง
รถครอบครัว / SUV / PPV:
แนวโน้ม: ความต้องการจะไต่ระดับขึ้นในช่วง กุมภาพันธ์ – มีนาคม เพื่อรองรับการเดินทางไกลช่วงสงกรานต์
จุดเด่น: รถ 7 ที่นั่งหรือรถยกสูงยังเป็นที่นิยมสำหรับครอบครัวใหญ่ แต่ผู้ซื้อจะเปรียบเทียบราคากับรถ EV จีนป้ายแดงที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างหนัก
รถกระบะ (Pickup):
แนวโน้ม: “น่าห่วง” ยอดขายรถกระบะ (ทั้งใหม่และเก่า) ชะลอตัวต่ำสุดในรอบหลายปี เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้งานหลัก (SME/เกษตรกร) มีกำลังซื้อลดลงและหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ไฟแนนซ์ปล่อยกู้ยากที่สุด
3. ปัจจัยเสี่ยงและตัวแปรสำคัญในปี 2569
สงครามราคา EV (EV Price War):
เมื่อรถ EV ป้ายแดงลดราคาถล่มทลาย (บางรุ่นลดหลักแสน) จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคารถมือสอง (ทั้งรถน้ำมันและ EV มือสอง) ให้ต้องปรับราคาลงตามทันทีเพื่อรักษาช่องว่างราคาให้จูงใจผู้ซื้อ
คำแนะนำ: หากคุณเล็งรถรุ่นที่มีคู่แข่งเป็น EV (เช่น C-Segment SUV) ให้เช็คราคาป้ายแดง ณ ปัจจุบันให้ดีก่อนตัดสินใจ
รถ EV มือสอง:
เริ่มมีรถ EV ไหลเข้าสู่ตลาดมือสองมากขึ้น แต่ราคาจะผันผวนสูงมาก ผู้ซื้อจะกังวลเรื่อง “ประกันแบตเตอรี่” และ “สุขภาพแบตเตอรี่” เป็นปัจจัยอันดับ 1 ในการต่อรองราคา
Digital & Online:
การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการประเมินสภาพรถผ่าน AI จะมีบทบาทมากขึ้น ช่วยให้เช็คราคากลางได้แม่นยำขึ้น ลดโอกาสถูกย้อมแมว
4. สรุปคำแนะนำสำหรับปี 2569
สำหรับผู้ซื้อ: ปีนี้เป็นปีของผู้ซื้อที่มี “เงินสด” หรือเครดิตดี คุณจะมีอำนาจต่อรองสูงมาก โดยเฉพาะรถที่อายุเกิน 7-10 ปีที่จัดไฟแนนซ์ยาก
สำหรับผู้ขาย: หากต้องการขายรถเก๋ง ให้รีบขายในช่วงต้นปี (ก่อนงาน Motor Show ปลายเดือนมีนาคม) เพราะเมื่อมีรถรุ่นใหม่เปิดตัว ราคารถเก่าจะถูกกดลงอีกครับ
31 พ.ค. 2025

ภาพรวมตลาดรถยนต์มือสอง ม.ค.–พ.ค. 2568

  1. อุปสงค์ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิดเล็กน้อย (+4–6% YoY) เพราะนักท่องเที่ยวและขนส่งภายในประเทศฟื้นตัว รถปิกอัปและ PPV มือสองขายเร็วสุด (เทิร์นโอเวอร์เฉลี่ย 32 วัน)

  2. ราคาขายเฉลี่ยขยับขึ้นราว 2–3% จากปลาย 2567 แต่เริ่มนิ่งตั้งแต่เมษายน เนื่องจากสต็อกใหม่ไหลกลับสู่ตลาดหลังโรงงานประกอบรถใหม่แก้ปัญหาชิปขาด

  3. ด้านการเงิน สถาบันปล่อยสินเชื่อเข้มขึ้น (LTV 80–85%, เช็กเครดิตเข้ม) ทำให้ดีลรถเกิน 8 แสนชะลอ แต่รถระดับ 2–5 แสนยังหมุนได้ดี

  4. กลุ่มรถอีโคคาร์อายุ 6–8 ปี และรถซีดานขนาดกลางราคาเริ่มปรับลงเล็กน้อย เพราะผู้ซื้อเริ่มเทใจไป EV ป้ายแดงที่ลดราคาแรงในไตรมาส 1

  5. ตลาด EV มือสองยังเล็ก (≈2% ยอดซื้อขายทั้งหมด) แต่โตเร็วกว่า 100% YoY โดยรุ่นยอดนิยมคือรถจีนซับคอมแพ็กต์และ Tesla Model 3 อายุ 3 ปีลงมา

ปัจจัยที่ต้องจับตา
• ค่าบาทอ่อนและภาษีนำเข้ารถจีน ทำให้ราคา EV นำเข้าอาจผันผวนไตรมาส 3
• ธปท.ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยครึ่งหลังปี หากเกิดจริงจะหนุนกำลังซื้อสินเชื่อรถมือสอง
• กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคปรับใหม่ กำหนดเต็นท์ต้องแสดงประวัติซ่อม อุบัติเหตุ และเลขไมล์ย้อนหลัง—ใครทำไม่ทันเสี่ยงโดนปรับตั้งแต่ก.ค.เป็นต้นไป
• ฤดูฝน (ก.ค.–ต.ค.) เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำในภาคกลาง / อีสาน ทำให้คนระวังรถน้ำท่วมมากขึ้น เต็นท์ที่มีบริการรับประกันอาจได้เปรียบ

แนวโน้ม มิ.ย.–ธ.ค. 2568
• ราคาภาพรวมคาดทรงตัวหรือลดลง 3–5% โดยเฉพาะรถอายุ 7–10 ปีที่กินน้ำมันมาก
• สต็อกในตลาดออนไลน์ (Kaidee Auto, Fastwork, Marketplace แบรนด์) จะขยายอีก 15–20% ทำให้การแข่งขันด้านราคาเข้มข้น
• รถปิกอัป 4 ประตูและ PPV ยังรักษามูลค่าเพราะธุรกิจท่องเที่ยวและขนส่งฟื้น
• EV มือสองสภาพดี (อายุ < 4 ปี, แบตฯ เหลือ ≥ 80%) จะเริ่มถูกมองเป็น “สินทรัพย์ร้อน” ปล่อยเปลี่ยนมือเร็ว ภาคเหนือ/อีสานเน้นรุ่นที่รองรับหัวชาร์จ DC
• คอนเทนต์รีวิวสภาพจริงและใบรับประกันแบตฯ จะกลายเป็นตัวตัดสินใจหลักของผู้ซื้อออนไลน์

คำแนะนำสำหรับเริ่มธุรกิจรถมือสอง

  1. เลือกเซ็กเมนต์ชัด – ถ้างบจำกัดให้เริ่มที่รถยอดนิยม 2–5 แสน (City, Yaris, Vios, D-Max 4 x 2) หมุนทุนไว ความเสี่ยงราคาตกต่ำ

  2. แหล่งรถ: ประมูลสถาบันการเงิน, รถคืนสัญญาเช่า, รถเทิร์นอินดีลเลอร์ EV ป้ายแดง—ต่อรองได้เพราะดีลเลอร์ไม่อยากกองสต็อก ICE เก่า

  3. สร้างจุดขายโปร่งใส – ตรวจสภาพ 175 จุด, สแกน ECU, รายงานเลขไมล์, เอกสารชน/น้ำท่วม, รับประกันเกียร์–เครื่อง 6 เดือนขึ้นไป

  4. ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง: ยิงแอด Facebook/Line เน้นรีวิววิดีโอ 60 วินาที, ไลฟ์สดพาชมรถทุกเสาร์, ใช้ SEO คีย์ “รถบ้านผ่อนสบาย”, “EV มือสองแบตเหลือ 80%”

  5. ระบบไฟแนนซ์ – จับมือธนาคารที่อนุมัติเร็ว เปิดช่อง Pre-approval ออนไลน์ ลดขั้นตอนหน้าล็อต

  6. เงินทุนหมุนเวียน: ตุนสภาพคล่องขั้นต่ำเท่าราคา 8–12 คัน เผื่อสต็อกหมุนช้าในฤดูฝน

  7. พิจารณารูปแบบ “คอนไซน์” (ฝากขาย) และ “ซื้อขาด” ควบคู่ เพื่อกระจายความเสี่ยงต้นทุน

  8. เตรียมปรับตัวสู่ EV – อบรมช่างตรวจแบตฯ, ทำสัญญารับประกัน SoH, ทำคอนเทนต์ให้ความรู้ผู้ซื้อ

สรุปสั้น: ครึ่งแรกของปี 2568 ตลาดรถมือสองยังเติบโตแต่เริ่มอิ่มตัว ราคามีแนวโน้มทรงตัวถึงอ่อนลงเล็กน้อยในช่วงที่เหลือ การทำธุรกิจใหม่ควรเน้นโปร่งใส + ออนไลน์ + บริการหลังขายดี และจับตาโอกาสในรถ EV มือสองที่จะโตต่อเนื่อง

20 ก.ค. 2021
use car 200721

เกียร์ S คืออะไร ใช้ตอนไหนดี

เกียร์เป็นอุปกรณ์หลักที่ช่วยควบคุมการขับขี่ ซึ่งเกียร์แต่ละโหมดใช้งานแตกต่างกันเกียร์ S คืออะไร ใช้ตอนไหนดี


เกียร์ S คืออะไร ใช้ตอนไหนดี
รถจะมีเกียร์อยู่ 2 ประเภทคือ เกียร์ธรรมดากับเกียร์อัตโนมัติ แต่ในเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์หลายรุ่นจะมีตำแหน่ง S มาให้ด้วย เกียร์ S ย่อมาจากคำว่า Sport ตำแหน่งเกียร์ S จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ช้าลงจึงทำให้สามารถลากรอบเครื่องยนต์ได้ ทำให้รถมีกำลังมากขึ้น เหมาะสำหรับการขับขี่ขึ้นเขาหรือตอนขับเร่งแซง

จะใช้เกียร์ S ตอนไหนดี
เร่งแซง ใช้เกียร์ S คือตอนเร่งเครื่องแซง หรือขับขึ้นเนินเขาที่มีความสูงชัน เมื่อเปลี่ยนเกียร์ D เป็นเกียร์ S เครื่องยนต์จะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ มีทั้งแรงม้าและแรงบิดที่อยู่ในสถานะ “รอ” พร้อมใช้งาน เพียงแค่ตบคันเร่งเบาๆ ก็ขับรถต่อได้
ขึ้น–ลงทางลาดชัน หากมีป้ายบอกว่า “ทางลาดชัน กรุณาใช้เกียร์ต่ำ” นั่นหมายความว่า ควรเปลี่ยนมาใช้เกียร์ S ได้แล้ว แต่ถ้าทางลาดชันมากๆ การใช้เกียร์ S ก็อาจจะไม่เพียงพอ รถบางรุ่นจึงมีทั้งเกียร์ S และเพิ่มเกียร์ L มา เพื่อใช้สำหรับเวลาที่ต้องขับรถทางที่มีความชันมากๆ จึงจำป็นต้องใช้เครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงๆ
ลดภาระระบบเบรค ในเครื่องยนต์จะมี Engine Brake ที่สามารถช่วยลดภาระในการใช้เบรคเท้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็คือโหมด S ที่เป็นเกียร์ต่ำ อย่างเช่น กรณีที่ขับรถเกียร์ D ในความเร็วสูง แต่ต้องเบรค การเบรคเท้าอย่างเดียวจะทำให้สิ้นเปลืองผ้าเบรค โดยเฉพาะบนทางลาดชันการใช้เบรคเท้าอย่างเดียวจะสร้างภาระให้เบรคมากเกินจำเป็น จนอาจทำให้เกิดอาการเบรค Fade และเป็นอันตรายได้

คราวนี้คงทราบกันแล้วว่า การขับรถโดยใช้เกียร์ s ทำยังไง แต่การขับขี่ขึ้นลงทางชันควรต้องดูตามความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ด้วย เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

อ่านต่อ

ที่มา:Autospinn.com

10 ก.ค. 2021
use car 210710

MINI Cooper เครื่องยนต์ V8 ขับเคลื่อนล้อหลัง จากสำนักแต่ง Powerflex

MINI คันนี้เป็นโปรเจ็คของ Powerflex ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งระบบกันสะเทือนรถยนต์ของอังกฤษ ได้แนะนำ Vini, Powerflex V8 โดยนำ Mini มาใส่เครื่องยนต์ V8 ขับเคลื่อนล้อหลัง เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Goodwood Festival of Speed ปี 2021 โปรเจ็คนี้ใช้เวลาถึง 4 ปีจนสำเร็จ


Vini, The Powerflex V8 Mini Cooper

ขุมพลังของ Vini ใช้เครื่องยนต์ของ BMW S65 V8 ขนาด 4.0 ลิตร สร้างกำลังได้ถึง 414 แรงม้า ที่มีอยู่ใน F80 รุ่นที่ 3 อย่างที่คาดเอาไว้ การใส่เครื่องยนต์ในแนวยาวไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

เพื่อรองรับการปรับแต่งครั้งนี้ พื้นที่ใต้ท้องและแผงกั้นทั้งหมด มีการทำขึ้นใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้มากขึ้น เครื่องยนต์และเฟืองท้ายอยู่เฟรมของ Subaru Impreza STI ที่ได้รับการดัดแปลง ทั้งหมดติดตั้งและเชื่อมต่อกันด้วย Powerflex polyurethane ปรับแต่งด้วย McPherson struts ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษและมีความปลอดภัย

มากไปกว่านั้น การโมดิฟายด์ทั้งหมดนี้ประสบความสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังของ Mini Cooper เลย ห้องโดยสารก็ได้รับการตกแต่งใหม่เช่นเดียวกัน มีน้ำหนักของรถคันนี้อยู่ที่ 1,300 กิโลกรัม หลังจากเปลี่ยนเครื่องยนต์

อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น Powerflex ได้เข้าร่วมงานจัดแสดงในงาน 2021 Goodwood Festival of Speed จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 11 ก.ค. 2021

อ่านต่อ

ที่มา:Autospinn.com

05 ก.ค. 2021
new car 210807

5 ข้อเด่น กับ MG5 ที่เหนือคู่แข่ง

 ชั่วโมงนี้รถที่ร้อนแรงตามสภาพอากาศบ้านเรา และถูกพูดถึงมากที่สุด ต้อง MG5 แน่นอนครับ เรามาดูว่าทำไมคนถึงพูดถึงกันมากและจะมีดีอะไรบ้าง ราคามา 20 กรกฎาคม นี้


ALL NEW MG5
ก่อนอื่น MG5 แรกเริ่มเดิมทีเป็นรถที่อยู่ในกลุ่ม C-Segment เช่น Honda Civic, Toyota Corolla Altis, Mazda 3 และในรุ่นใหม่นี้ด้วยขนาดตัวถังก็ยังคงมีขนาดใหญ่เช่นเดียวกับกลุ่ม C-Segment แต่ด้วยตลาดรถในกลุ่ม C แข็งแกร่งมากทำให้ MG5 ถึงกับถอยทัพ แต่ในรุ่นใหม่นี้มีการปรับแผนจึงทำให้ MG5 สู้ด้วยออฟชั่นและราคาลงมาในกลุ่ม B-Segment เช่น Honda City, Honda Jazz, Toyota Vios , Mazda 2 ,Suzuki Ciaz  ซึ่งเป็นรถ กลุ่มEco Car เฟส 2 นั่นเอง ก็จะทำให้ MG5 จะเป็นรถที่อยู่ระหว่างกลาง ออฟชั่นและขนาด กลุ่ม C ราคากลุ่ม B

จึงไม่น่าแปลกที่หลายท่านให้ความสนใจกันมากเราจึงรวมจุดเด่นมาให้เห็นกันอีกครั้ง

 

อ่านต่อ

ที่มา:autospinn.com

29 มิ.ย. 2021
use car 290621

ดอกยางสึก ดูยังไง??

ยางรถยนต์เป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมากที่ไม่ควรมองข้าม หากเราใช้ยางรถยนต์มานาน ต้องหมั่นตรวจสอบและเช็คยางรถยนต์ว่า สภาพยางเป็นยังไง ดอกยางสึก ดูยังไง?? 


ดอกยางสึก ดูยังไง??
ถ้าสังเกตดอกยาง หรือลวดลายของยาง ที่มีรูปแบบหรือลายแตกต่างเพื่อประโยชน์ในการใช้งานของยางและลักษณะของผู้ขับขี่รถในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งยางแต่ละเส้นมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับขี่หรือการใช้งาน

วิธีสังเกตดอกยางสึกง่ายๆ คือการตรวจดูสภาพดอกยางเบื้องต้น
ให้มองหาสัญลักษณ์สามเหลี่ยมที่แก้มยาง (ผู้ผลิตบางราย อาจใช้สัญลักษณ์อื่นเล็กๆ)  และสังเกตตามแนวดอกยาง ที่สามเหลี่ยมชี้

สัญลักษณ์สามเหลี่ยมบนไหล่ยางจะบอกตำแหน่งของสะพานยางในร่องยาง หากดอกยางสึกหลอจนไปถึงเทียบเท่าสะพานยางแล้ว หมายความว่า ดอกยางถูกใช้งานไปแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีผลต่อระยะการเบรกเวลาที่ถนนเปียก ฉะนั้น หากดอกยางตื้นจนเกือบเสมอสัญลักษณ์ดังกล่าว แปลว่าได้เวลาเปลี่ยนยางเส้นใหม่แล้ว
เจ้าของรถควรตรวจเช็คสภาพรถและสภาพยางอย่างสม่ำเสมอ เช็คลมยางก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณเอง

อ่านต่อ

ที่มา:Autospinn.com

16 มิ.ย. 2021
new car 211606

SUZUKI XL7 กวาดยอดขายไตรมาสแรก ขึ้นแท่นผู้นำรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก

ซูซูกิ ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่รวมได้มากกว่า 4,117 คัน หลังเปิดตัว SUZUKI XL7 เจาะตลาดเซกเมนท์ใหม่ในไทย ชูความเป็นรถสปอร์ตครอสโอเวอร์ ขนาด 7 ที่นั่ง พร้อมกับความคุ้มค่า คุ้มราคา เดินหน้าสร้างประประสบการณ์ “THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร”


SUZUKI XL7 กวาดยอดขายไตรมาสแรก ขึ้นแท่นผู้นำรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการแนะนำ ALL NEW SUZUKI XL7, Multi-Dynamic Crossover ออกสู่ตลาดประเทศไทย นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของซูซูกิที่ผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด  SUZUKI XL7 ถูกออกแบบและพัฒนา ด้วยแนวคิด THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร

จุดเด่นสำคัญ คือ เป็นรถยนต์ครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง ที่สามารถใช้งานได้จริงในทุกพื้นที่โดยสาร ตัวรถถูกออกแบบให้มีความสูงขึ้นเพื่อให้สามารถเดินทางไปได้หลากหลายเส้นทางเหมาะกับสภาพถนนเมืองไทย ตอบโจทย์การขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมืองเป็นอย่างดี ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานเหนือระดับ ในราคาที่ผู้บริโภคตัดสินใจเป็นเจ้าของได้ง่าย

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน มูลค่าสูงสุด 85,000 บาท
ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท
ฟรี 5 ปีเต็ม ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง พร้อมอะไหล่สิ้นเปลือง เช่น แบตเตอรี่ ผ้าเบรค ใบปัดน้ำฝน (5 Years GWM Ultra Service Inclusive) เพิ่มความอุ่นใจในการใช้งาน การบำรุงดูแลรักษารถยนต์ และการเป็นเจ้าของรถในระยะยาว รวมมูลค่า 65,000 บาท
ฟรี 5 ปีเต็ม บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ( Roadside Assistance ) ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน GWM Application มูลค่า 10,000 บาท
บริการส่งมอบรถถึงบ้านทั่วประเทศ พร้อมน้ำมันเต็มถัง มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท
สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับหรือส่งรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการ จำนวน 4 ครั้ง มูลค่า 3,000 บาท
สิทธิ์ในการใช้รถบริการเคลื่อนที่ (GWM Mobile Service) จำนวน 2 ครั้ง มูลค่า 1,500 บาท
รับ GWM point 30,000 คะแนน เพื่อแลกของสมมนาคุณและบริการต่างๆ บน GWM Application
รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้ ULTRA DEAL Campaign กว่า 200,000 บาท

 

อ่านต่อ

ที่มา:autospinn.com

15 มิ.ย. 2021
new car 211506

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดลงทะเบียนจองสิทธิ์ซื้อ HAVAL H6 Hybrid

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดข้อเสนอสุดพิเศษ ULTRA DEAL Campaign ชวนคนไทยลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Hybrid SUV จัดเต็มเซอร์ไพรส์เพื่อลูกค้ากลุ่มแรกของแบรนด์


เกรท วอลล์ มอเตอร์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดข้อเสนอสุดพิเศษผ่าน “ULTRA DEAL Campaign” สำหรับลูกค้ากลุ่มแรก ในการจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ  All New HAVAL H6 Hybrid SUV โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษก่อนการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ผ่านช่องทาง GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH ในระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2564 - 28 มิถุนายน 2564 นี้เท่านั้น จัดเต็มทั้งแพ็กเกจ 5 Years GWM ULTRA INCLUSIVE SERVICE ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน พร้อมประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 และบริการส่งมอบรถยนต์ถึงหน้าบ้าน รวมถึงเอกสิทธิ์เหนือระดับอื่นๆ อีกมากมาย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเดินหน้าส่งข่าวความเคลื่อนไหวและสร้างปรากฎการณ์ใหม่ๆ ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากเปิดตัว “New Retail Concept” รูปแบบใหม่ ภายใต้กลยุทธ์ New User Experience ที่ GWM Store แห่งแรกของโลกในประเทศไทยที่เซ็นทรัลบางนา ต่อด้วยการเปิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ที่จังหวัดระยองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตแบบเต็มรูปแบบแห่งที่สองนอกประเทศจีนของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมเผยโฉม All New HAVAL H6 Hybrid SUV คันแรกจากสายการผลิตไทยไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศ เปิดจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ในระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2564 เวลา 00.01 น. ไปจนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา18.00 น. ก่อนที่จะมีการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 นี้ มอบเซอร์ไพรส์แคมเปญสุดพิเศษกว่าใคร! ให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ผ่านช่องทาง GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH มอบข้อเสนอที่มาพร้อมเอกสิทธิ์ที่เหนือกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถ สร้างประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่ และบริการเหนือระดับในระยะยาว อาทิ

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน มูลค่าสูงสุด 85,000 บาท
ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท
ฟรี 5 ปีเต็ม ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง พร้อมอะไหล่สิ้นเปลือง เช่น แบตเตอรี่ ผ้าเบรค ใบปัดน้ำฝน (5 Years GWM Ultra Service Inclusive) เพิ่มความอุ่นใจในการใช้งาน การบำรุงดูแลรักษารถยนต์ และการเป็นเจ้าของรถในระยะยาว รวมมูลค่า 65,000 บาท
ฟรี 5 ปีเต็ม บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ( Roadside Assistance ) ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน GWM Application มูลค่า 10,000 บาท
บริการส่งมอบรถถึงบ้านทั่วประเทศ พร้อมน้ำมันเต็มถัง มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท
สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับหรือส่งรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการ จำนวน 4 ครั้ง มูลค่า 3,000 บาท
สิทธิ์ในการใช้รถบริการเคลื่อนที่ (GWM Mobile Service) จำนวน 2 ครั้ง มูลค่า 1,500 บาท
รับ GWM point 30,000 คะแนน เพื่อแลกของสมมนาคุณและบริการต่างๆ บน GWM Application
รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้ ULTRA DEAL Campaign กว่า 200,000 บาท

 

อ่านต่อ

ที่มา:autospinn.com